| |
|
บทความธรรมะ
เรื่อง " ศีลปรมัตถ์ "
|
|
-:- ผู้รักษาศีล
ย่อมได้รับความสุข ความเจริญ -:-
-:- ด้วยทรัพย์สมบูรณ์ ความดับทุกข์เดือดร้อนต่าง ๆ -:-
|
| |
-:- บุญที่สำเร็จจากการรักษาศีลเป็นบุญขั้นกลาง
โดยที่ศีลของฆราวาสได้แก่ศีล ๕ มีดังนี้ |
๑. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิขาปะทัง
สะมาทิยามิ
(เว้นจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเองและไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า)
๒. อะทินาทานา เวระมะณี สิขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการลัก,ฉ้อ ของผู้อื่นด้วยตนเองและไม่ใช้ให้ผู้อื่นลัก,ฉ้อ)
๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการประพฤติผิดในกาม มั่นอยู่ในสทารสันโดษยินดีแต่ในคู่ของตน)
๔. มุสามวาทา เวระมะณี สิขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการพูดเท็จ คำไม่เป็นจริงและคำล่อลวงอำพรางผู้อื่น)
๕. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฎฐานา เวระมะณี สิขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการดื่มกินสุราและเมรัยเครื่องดองของทำใจให้คลั่งไคล้ต่างๆ) |
| |
| -:- การรักษาศีลบารมี แบ่งได้
3 ขั้น |
๑. ศีลบารมี ได้แก่ ศีลที่ใช้ในพิธีเวลาทำบุญต่างๆ
พระท่านจะให้ศีลเพื่อเป็นการเตรียมตัวให้บริสุทธิ์เป็นกำลังศีลก่อนการทำพิธีต่างๆ
ศีลที่บำเพ็ญด้วยรักศีลยิ่งกว่าบุคคลที่รักและทรัพย์สิน
๒. ศีลอุปบารมี ได้แก่ ศีลที่พระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา
น้อมรับตามกำหนดเวลาที่ประพฤติปฏิบัติจนกว่าจะลาสิขา ศีลที่บำเพ็ญด้วยรักยิ่งกว่าอวัยวะร่างกายของตน
๓. ศีลปรมัตถบารมี เป็นสูงสุด ต้องรักษาตลอดชีวิต ปรมัตถบารมี
แปลว่ายากยิ่งอย่างเยี่ยมยอด ได้แก่ ศีลที่บำเพ็ญด้วยรักษาศีลยิ่งกว่าชีวิตของตน
ด้วยเจตนาอันแรงกล้าที่จะเผยแพร่พระพุทธศาสนาเพื่อนำเหล่าพุทธบริษัททั้งหลายพ้นทุกข์พบสุขที่นิรันดร์
พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระมหาโกศล จนฺทวณฺโณ (พระครูวิสุทธิภาวนาคุณ)
ได้นำแนวทางรับศีลปรมัตถบารมีของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูภาวนาวรคุณ
( หลวงพ่อเกตุมฯ ) แห่งวัดเกตุมดีศรีวราราม จังหวัดสมุทรสาคร ให้เหล่าพุทธบริษัททั้งหลายได้รักษาศีลปรมัตถ์ตลอดชีวิตแล้วแต่บุคคลพึงจะรักษาได้อย่างน้อยคนละ
๑ ข้อ และหลวงพ่อจะแจกลูกยามหาวิกัติให้เท่ากับจำนวนศีลที่รับไว้
โดยลูกยามหาวิกัตินี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านกล่าวว่า เป็นเครื่องรางสมัยพุทธกาลที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแจกให้พระธุดงค์
เพื่อป้องกันภัยอันตรายต่างๆ ลูกยามหาวิกัติ ทำจากดินเหนียวผสมกับข้าวก้นบาตรนำมาปั้นเท่ากับเม็ดในพุทราเจาะรูตรงกลางแล้วนำไปเผา
เวลาจะใช้ให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า |
| |
| -:- ลักษณะของศีล ๓ ลักษณะ
คือ |
๑. เจตะนา สีลัง ความตั้งใจงดเป็นศีล
(ุส. ป. ๓๑/๖๔)
๒. เวระมะณี สีลัง ความเว้นเป็นศีล (สุ. ป. ๓๑/๖๖)
๓. สังวะโร สีลัง ความสำรวมเป็นศีล (สุ. ป. ๓๑/๖๔) |
| |
| -:- ชั้นของศีล |
๑. ศีลขาดทุน เมื่อแลเห็นโทษของการทุศีลจึงตั้งใจสมาทานปฏิญญาว่าจะรักษาศีล๕
ศีล๘ หรืออุโบสถศีล ก็ดีเรียกว่าได้ทุนคือศีลไว ครั้นพ่ายแพ้ต่อกิเลสสิ่งยั่วยวน
ประพฤติผิดปฏิญญาจึงชื่อว่า ขาดทุน
๒. ศีลย่อหย่อน เมื่อได้สมาทานปฏิญญาว่าจะไม่ละเมิดองค์แห่งศีล
แต่ในขณะเดียวกันก็ชอบหาอุบายหลีกเลี่ยงเพื่อให้ได้สำเร็จตามความอยากของตน
เช่น การไม่ฆ่าสัตว์แต่ชอบทรมานสัตว์, ไม่ลักทรัพย์แต่ชอบขอ ชอบถือวิสาสะในของผู้อื่น,
ไม่ประพฤติผิดในกามแต่ชอบออกอาการสุงสิงใกล้เคียง, ไม่พูดเท็จแต่ชอบพูดส่อเสียด,
ไม่ดื่มน้ำเมาแต่ชอบเข้าไปมั่วสุมในสถานขายสุราหรือจำหน่ายจ่ายแจกเสียเอง
เป็นต้น
๓. ศีลเสมอตัว เมื่อตั้งใจสมาทานแล้วพยายามไม่ล่วงละเมิดให้ศีลขาดตกบกพร่อง
แต่ก็ไม่พยายามทำคุณพิเศษอันเป็นส่วนกำไรของศีลให้เกิดขึ้น
๔. ศีลได้กำไร ได้แก่ ศีลของผู้สมาทานปฏิญญาแล้วพยายามทำศีลนั้นให้เป็นบาทเป็นภาคพื้นไม่หยุดนิ่งอยู่แต่เพียงเท่านั้น
เช่นดังตัวอย่าง ไม่ฆ่าสัตว์แล้วยังพยายามช่วยชีวิตสัตว์ให้พ้นทุกข์ด้วยความเมตตากรุณา,
ไม่ลักทรัพย์แต่ยังมีใจเผื่อแผ่กว้างขวางบริจาคทรัพย์สิ่งของเพื่อประโยชน์ส่วนรวม,
ไม่ประพฤติผิดในกามมั่นอยู่ในสันโดษยินดีแตใน่คู่ของตน, ไม่พูดเท็จแล้วยังมีเจตนาเว้นจากการพูดส่อเสียดยุยง
ประพฤติปฏิบัติในการพูดคำจริง คำอ่อนหวาน แสดงธรรมแสดงคุณแสดงโทษแก่ผู้ที่ยังไม่รู้,
ไม่ดื่มน้ำเมาแล้วยังพยายามบรรเทาความประมาททางใจด้วยการดำรงสติให้เพรียบพร้อมบริสุทธิ์ในทุกขณะ |
| |
|
| |