| |
|
บทความสัมภาษณ์พระเดชพระคุณหลวงพ่อ
พระมหาโกศล (พระครูวิสุทธิภาวนาคุณ) |
| จาก
นิตยสารโลกทิพย์ |
| |
| ก่อนที่อาตมาจะมาเป็นเจ้าอาวาสโยมพ่อบอกว่าไปเป็นเจ้าอาวาสน่ะ
ให้ทนเอาลูกแล้วพูดเพราะๆ จะเป็นผู้ใหญ่เป็นหัวหน้าคน ให้ทนเอาลูกแล้วพูดเพราะๆ ห้ามติ
ติเดี๋ยวไม่เจริญ ถ้ามันยุ่งแสดงว่ามันจะเจริญ ถ้ามันเงียบๆ มันไม่เจริญ จะมีคนผิดบ้าง
แต่เราในฐานะเป็นเจ้าของห้ามพูดทนเอาลูก แล้วพูดเพราะๆ แล้วรวยทุกคน อาตมาเป็นเด็กเลี้ยงควายยังสร้างวัดใหญ่ได้เลย
ฉะนั้นให้จำไว้ว่า ทนเอาแล้วก็พูดเพราะๆ แล้วจะเจริญ |
| |
-:- มนุษย์ทุกคนล้วนมีทุกข์
ทุกวันนี้คนเรามีความทุกข์กันมากเหลือเกิน ทุกข์ทางใจ ทุกข์ทางร่างกาย
สมัยนี้คนจึงหันหน้าเข้าวัดกันมากขึ้น เพราะเชื่อว่าการเข้าไปสู่วัดความทุกข์ก็หาย
ความร้ายก็ห่าง เป็นเรื่องธรรมดา ผู้มีปัญหาทางใจเกิดความทุกข์ระทม เศร้าหมองหรือเร่าร้อนแก้ไขไม่ค่อยตก
เมื่อเข้าสู่วัด ได้ฟังธรรม ได้รักษาศีลเสีนบ้าง จิตใจก็สงบเกิดสติปัญญาขึ้นมา มองเห็นว่าความทุกข์มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนเรา
ในโลกนี้ไม่มีใครไม่เคยมีคความทุกข์ ทุกคนมีความทุกข์กันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าปัญหาความทุกข์ของแต่ละคนไม่เหมือนกันเท่านั้น
เมื่อรู้ว่าความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา จิตใจก็จะเยือกเย็นลง มองเห็นทางแก้ไขปัญหาชีวิต
แก้ไปเท่าที่สามารถแก้ได้ หรือถ้าแก้ไม่ได้ก็ปล่อยมันไป ไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะเป็นเรื่องธรรมดา
แม้เทวดาก็ยังมีทุกข์ เทวดาบางองค์มีทุกข์หนักเพราะ ความอยาก ความไม่พอ เมื่อกองบรรณาธิการโลกทิพย์
ได้ไปกราบ หลวงพ่อพระมหาโกศล วัดทับคล้อ (สวนพระโพธิสัตว์) อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร และเห็นผู้คนจำนวนมากที่เข้ามาหาหลวงพ่อท่าน
เพียงแต่ความทุกข์เป็นเหตุ จึงได้เอาวัดเป็นที่พึ่ง สำหรับหลวงพ่อพระมหาโกศลท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อวัดเกตุมดีฯ
(พระครูภาวนาวรคุณ) ท่านเจริญรอยตามครูบาอาจารย์ จึงเป็นเหตุที่มาของ "สวนพระโพธิสัตว์"
ส่วนเรื่องราวความเป็นมาจะเป็นอย่างไรนั้น หลวงพ่อพระมหาโกศลท่านได้เมตตาเล่าให้ฟังเป็นสำคัญดังนี้
-:- ชีวิตวัยเด็กขัดสนยิ่ง ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กครอบครัวยากจน
ต้องเลี้ยงควาย ผ่านชีวิตทุกอย่าง พอเลี้ยงควายกลับมาก็รดน้ำต้นไม้ โตขึ้นพอเรียนอย
ู่ป.๔ ก็ไปทำนาอยู่ปีหนึ่ง หลวงพ่อบอกว่า มึงชอบเรียนหนังสือไปเรียนมหาดีกว่า หลวงพ่อก็พามาฝากที่วัดมงคลทับคล้อ
เจ้าอาวาสท่านบอกว่าเด็กจัดไปเรียนมัธยมก่อน เรียนมัธยมแล้วก็มาเรียนบาลีสอบได้เป็นมหาตั้งแต่เป็นเณร
-:- อย่ากลัวเสียเหลี่ยม พอโตมาก็ได้ธรรมะข้อหนึ่ง เสียเหลี่ยมซื้อโอเลี้ยงไม่ได้
มัวแต่กลัวเสียเหลี่ยม เอาเสียเหลี่ยมพกไว้ในตัวมันก็ซื้อโอเลี้ยงไม่ได้ คนกลัวเสียเหลี่ยมไปตรงไหนทำมาหากินอะไรก็ไม่ร่ำรวย
กลัวเสียเหลี่ยมก็เดินธุดงค์ตะบี้ตะบันเดินทุกปีๆ ก็แย่ เลิกเดินเถอะ ไม่ต้องเสียเหลี่ยม
เพราะฉะนั้นใครก็ช่างถ้ากลัวเสียเหลี่ยมอยู่ล่ะก็ไม่เจริญ เพราะฉะนั้นเวลาลูกน้องทำผิดไม่ต้องกลัวเสียเหลี่ยม
ไม่ต้องเตือนปล่อยมัน เป็นหัวหน้าคนอย่าไปพูดคำแสลงใจ ครั้นจะไม่พูดก็จะหาว่ารู้ไม่ทัน
เพราะกลัวเสียเหลี่ยมจึงพูด จึงตำหนิ ไม่ดี ให้เฉยไป |
|
-:- ไอ้เณรกะปิ ตอนบวชเณรสอบได้มหาหลวงพ่อเจ้าคุณสำนักเรียนบาลีวัดมงคลทับคล้อมีพระประมาณ
๔๐๐ กว่ารูป ตอนนั้นเป็นเณรภาคอีสานทั้งนั้นเลย เขาก็ล้อเรียนอาตมาว่า ไอ้เณรกะปิ
เพราะมีคนภาคกลางหลงไปอยู่คนเดียว เขาก็เรียกไอ้เณรกะปิ ใหม่ๆ ก็โกรธนะ ก็มานึกได้ตั้งแต่เป็นเณรบอก
โอ้... ถ้าเราโกรธเราก็คงจะไม่มีเพื่อนแน่ เพราะฉะนั้นยอมเสียเหลี่ยมดีกว่า ให้เขาว่ากะปิๆ
ก็ช่างมัน ก็หัดพูดอีสานกับเขาไป -:- ฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงพ่อเกตุมดีฯ
จากนั้นหลวงพ่อเจ้าคุณท่านส่งไปเรียนประโยค ๕ ไปพักอยู่วัดสุทัศน์
คณะ ๙ ที่กรุงเทพฯ ตอนหลังก็ไปอยู่คณะ ๑๑ อยู่กับสมเด็จ แต่คราวนี้อาตมาชอบนั่งกรรมฐาน
ก็เลยหนีไปเรียนกรรมฐานกับ หลวงพ่อพระครูภาวนาวรคุณ วัดเกตุมดีศรีวราราม ตอนหลังก็ย้ายไปอยู่วัดเกตุมฯ
ไปเรียนกรรมฐานแล้วอยู่กับท่านตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ - ๒๕๑๕ ท่านบอกว่าเรียนอย่างนี้กลับบ้านได้
ก็เลยกลับมาอยู่บ้าน กลับมาอยู่ที่วัด วัดมงคลทับคล้อ ขออนุญาตหลวงพ่อเจ้าคุณท่านพาโยมนั่งกรรมฐานในโบสถ์
พอเต็มโบสถ์ก็ขอนุญาตขึ้นศาลาก็เต็มศาลา พระทั้ง ๔๐๐ กว่ามานั่งกรรมฐานหมดเลย หลวงพ่อเจ้าคุณท่านบอกว่า
มหาแบบนี้ไม่ได้แล้วเดี๋ยวบาลีล้ม พอดีกำนันอยู่ที่นั่นด้วย กำนันก็เลยถวายที่ให้
ก็เลยมาสร้างวัด เมื่อวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๐ ถมดินแล้วก็สร้างมาจนถึงปีนี้ เดิมทีเดียวไม้แค่ข้อมือก็ไม่มี
ปลูกกุฎิก็ซื้อแฝกมาหลังหนึ่งใช้เงินประมาณ ๕๐๐ บาท ทั้งแฝกทั้งอะไร แล้วก็ทุบดินให้ละเอียด
เอาเสื่อปูนอนกันเดี๋ยวนี้ก็ค่อยๆ ทำมาเรื่อยๆ อย่างที่เห็น -:- เทวดารักษาศาสนายังศักดิ์สิทธิ์
ตอนอยู่ที่วัดเกตุมฯ ออกพรรษาก็ไปเดินธุดงค์ ครูบาอาจารย์บอกว่าให้เอาเงินออกจากย่ามให้หมด
ไม่เช่นนั้นมดจะกัดมดจะขึ้นไปกวน ไปคืนแรกมดขึ้นเลย ก็ค้นดูแล้วไม่มีเงินนี่ทำไงล่ะ
พอค้นไปค้นมาเจอไม้แคะหูที่เป็นโลหะเงิน ทีแรกว่าจะโยนทิ้ง ก็คิดว่ามันเป็นของมีราคา
เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าบิณฑบาตโยมคนไหนมาคนแรกจะให้คนนั้น พอคืนที่สองก็ไม่มีมดแล้ว แสดงว่าเทวดารักษาพระศาสนายังศักดิ์สิทธิ์อยู่
คอยเตือนพระผู้ออกธุดงค์ที่ทำผิด -:- เพราะหลงทางจึงรู้ว่า ศาสนายังศักดิ์สิทธิ์
อาตมาออกธุดงค์อยู่พอประมาณ ๕ ปี ไปถึงดอยสุเทพ ไปหลงทางที่แยกสวรรคโลกเข้าไป
เขาบอกว่าทางนี้ทางลัดไปลำปาง อาตมาก็เดินไป เดินลุยไปจนกระทั่งทางหาย หลงทางแล้ว
ก็เลยยืนหันหน้าไปทางทิศตะวันตกแล้วนึกถึงพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าท่านก็เคยธุดงค์ก่อนบวช
บอกเดชะบุญกุศลเทวดารักษาพระพุทธศาสนามีจริงให้มาบอกทางให้เห็นบ้านบ้างเถอะ เดินๆ
ไปสักเดี๋ยวคนเดินมาข้างหน้า ถามโยมจะไปไหนล่ะ เขาบอกมาหาขุดมัน อ้าว... แล้วบ้านมันอยู่ทางไหน
เขาก็บอกให้เดินไปแล้วเลี้ยวขวา ลุยป่าหญ้าคาไป พอเดินออกมาประมาณเส้นหนึ่งก็เห็นหมู่บ้านเลย
ก็เลยมั่นใจว่าเทวดารักษาพระศาสนาคงดูแลเราไปตลอด เมื่อคิดอย่างนั้นความผิดจากพระวินัยก็ไม่กล้าทำ
-:- ต้องอาบัติเพราะขนมเปี๊ยะ ช่วงที่เดินธุดงค์จะไปดอยสุเทพได้ไปนั่งพักที่ร่มไม้
สักพักหนึ่งโยมเขาก็เอากาแฟเย็นกับขนมเปี๊ยะมาถวาย อาตมาก็พิจารณาอยู่ไม่กล้าฉัน
สักพักมีพระอีกสององค์มานั่งโยมเขาก็ถวายเหมือนกัน พระสององค์ท่านก็ฉันท่านบอกฉันเถอะไม่เป็นไรหรอก
อาตมาก็เลยฉันแต่คืนนั้นไปปักกรดใกล้ๆ โรงงานที่เขาทำกระเบื้องเคลือบ มดมันขึ้นดำไปหมดเลยที่กลด
ก็คิดว่าไม่น่าเลยเพราะเรารู้ว่าเทวดามีแต่ก็คิดว่ากลางวันเทวดามองไม่เห็น พอรุ่งเช้าก็ไม่ได้บิณฑบาตรโยมเขามาถวายเอง
ทำกับข้าวมาแต่เช้าก็เลยถามโยมว่าวัดอยู่แถวไหนเขาก็ชี้ให้ดู ก็เลยไปที่วัดเพื่อแสดงอาบัติ
นี่พูดถึงว่ากินขนมเปี๊ยะไปครึ่งวันนะ -:- เมื่อเจอของจริงลืมแม้แต่นะโม
มีคืนหนึ่งปักกลดอยู่ข้างๆ หนองน้ำ ช่วงนั้นหน้าแล้งกำลังนั่งสวดมนต์อยู่เห็นขาวๆ
เดินมาพึ่บพั่บนึกว่าเสือ พอรู้ว่าเสือนี่ว่านะโมก็ยังว่าไม่ถูกเลย แต่ก่อนเดินทางคุยโม้ๆ
ไว้อย่างดีไม่กลัวตาย แต่พอเจอของจริงนั่งสมาธิก็สั่น ทีนี้มันก็มานอนจ้องอยู่ใกล้ๆ
ก็นึกว่าเอาเราแน่คืนนี้ น่ากลัวตายแน่ หมดชีวิตวันนี้ล่ะ สั่น... แต่ก็นั่งจนสงบ
คืนนั้นดีนั่งได้จนกระทั่งรุ่งอรุณ พอรุ่งอรุณได้ยินคนเขาตะโกนว่าอยู่นี่ๆ มันร้องม้อ...
กลายเป็นลูกควายไป แต่เรานึกว่าเสือ -:- เกิดปีติยิง เมื่อได้ตามรอยตถาคต
ต่อมาธุดงค์ต่อพอถึงดอยสุเทพก็นอนอยู่ข้างล่าง คือมาถึงก็ค่ำแล้วก็กะว่าพรุ่งนี้จะไปแต่เช้าเลย
ขอให้พระธาตุโปรดลูกด้วยเถิด ลูกเห็นมีบันไดขึ้นอยู่ ให้ใครไปปลดกลอนไว้ให้ หรือให้กลอนมันหลุดได้
พอกลางคืนราวๆ ตี ๑ ก็ขึ้นไปดันประตูเปิดได้เลย ก็เข้าไปเดินประทักษิณ สวดอิติปิโส
ภะคะวา อะระหังสัมมาฯ น้ำตาไหลพรากๆ พระพุทธเจ้าท่านเดินออกจากบ้านจากเรือนตั้งแต่ที่ท่านละม้ากับนายฉันทะมาแล้ว
ท่านฉายเดี่ยว ท่านก็ต้องกลัวเหมือนเรานี่ละ คิดในใจก็รู้สึกภูมิใจว่าเราก็ทำเหมือนพระองค์ละ
แล้วสวดขอขมา แล้วก็ลงมาออกบิณฑบาตรมาเรื่อยๆ พอฉันข้าวเรียบร้อยแล้วก็เดินทางกลับ
บังเอิญเด็กที่เคยอุปการะมาเขาเป็นผู้จัดการธนาคารอยู่ที่กรุงเทพฯ ขึ้นรถสวนมาเขาก็เลยจอด
อ้าว... หลวงพี่มายังไงนี่ ก็เดินธุดงค์มานมัสการพระธาตุ งั้นนิมนต์หลวงพี่ฉันเพลครับ
ก็บอกเขาจะฉันได้เหรอ เขาก็ว่าพระสมถะธุดงค์สงเคราะห์ผมหน่อย วันนี้ผมไม่ได้เดินหรอก
เดี๋ยวผมจะส่งขึ้นเครื่องให้ไปลงดอนเมืองกลับไปวัดเกตุมดีฯ -:- เมื่อค้นพบตัวเองจึงเลิกธุดงค์
ธุดงค์ทางใต้ก็ไป ไปถึงสะพานที่เขาระเบิดกันตูมตามๆ ไปถึงป่าช้าฝรั่ง
เดินมาหลายปี บางปีก็เข้าไปในป่าลึก ก็ไม่เห็นได้คุณธรรมอะไร แต่ก็จะได้ความสงบในตอนดึกๆ
ทุกทีเลย เพราะฉะนั้นเลิกเดินดีกว่า โยนกลดลงไปเลย ถ้าเราใช้เวลาที่วัดเราตอนตี ๒
นะ เราก็เหมือนกับเดินธุดงค์เลย เรื่องอะไรจะมาเดิน แต่นี่กว่าจะฉลาด ๕ ปีเชียวเหรอนี่
จะทิ้งก็ไม่ได้ เพราะของวัด เขาต้องเอากลับช่วงธุดงค์อยู่นั้นก็ไม่ได้ไปไหน ไปหาหลวงพ่อ
ท่านก็บอกว่าถ้าปฏิบัติกรรมฐานอย่างนี้ก็กลับบ้านได้ เลยกลับมาอยู่แล้วก็ทำจนกระทั่งทุกวันนี้
-:- สวนพระโพธิสัตว์สร้างเพื่อสักการะเทวดา ส่วนที่อาตมาสร้างพระโพธิสัตว์ทั้งหมดนี้
เพราะท่านเป็นเทวดารักษาพระศาสนา ทำให้พระพุทธศาสนาศักดิ์สิทธิ์ ที่เขาเขียนไว้ในตำราหนึ่ง-พระไตรปิฎก
สองอนาคตวงศ์เห็นว่าท่านเป็นเทวดารักษาพระศาสนาเราเองเดินธุดงค์ในป่าท่านยังดูแลเลย
จึงระลึกถึงพระคุณ ก็เลยสร้างขึ้นเพื่อสักการะในคุณงามความดี อภินิหารอันศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านคอยดูแลพระธุดงค์กรรมฐาน
ดูแลพระสงฆ์ผู้เป็นสาวกของพระพุทธองค์ สำหรับเรื่องกฏแห่งกรรมขอฝากสั้นๆ
ไม่มีใครล่วงเลยผลแห่งกรรมได้ กินข้าวก็อิ่ม ไปขี้ก็ไม่ปวดขี้ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้...
|
| |
| คัดลอกบทสัมภาษณ์
พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระมหาโกศล (พระครูวิสุทธิภาวนาคุณ) จาก นิตยสารโลกทิพย์
ฉบับที่ ๔๔๓ ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ |
| |