| |
|
|
|
พระธรรมในคำกลอน
|
| เป็นการรวบรวมคำกลอนซึ่งประพันธ์
โดยอุบาสิกา พูลสวัสดิ์ ช่างสุพรรณ ประพันธ์ถวายพระเดชพระคุณ หลวงพ่อพระมหาโกศล
จนฺฑวณโณ (พระครูวิสุทธิภาวนาคุณ) เนื่องในวาระครบ ๖ รอบ (๗๒ ปี)
เมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เพื่อเป็นคติเตือนใจแด่สานุศิษย์ในงานขึ้นปีใหม่
พ.ศ. ๒๕๔๘ |
| |
|
|
เมื่อจิตคิดได้หมดเปลืองมากมาย
พ่อไม่เสียดายหากลูกได้ดี
คิดแต่เรื่องตนมรรคผลมากมี
ธาตุทั้งสี่ล้วนมีที่มา |
จิตดวงเดียวท่องเที่ยวได้ทั่ว
ทั้งดีชั่วจิตรับซับเอาไว้
ปัญญามีเลือกละทิ้งสิ่งชั่วไป
จิตผ่องใสสะสมดีอยู่ที่เรา |
เกิดมารวยเป็นเรื่องช่วยไม่ได้
ถวายทานไว้ทานได้ให้สนอง
ร่ำรวยทรัพย์สินมากมายก่ายกอง
ไม่เชื่อลองพิสูจน์ว่าพูดจริง |
| |
|
|
ปฏิบัติธรรมวินัยใสสว่าง
สู่หนทางนิพพานสถานสุข
ลด ละ เลิก อกุศลตนวิมุตติ
จะได้หลุดวัฏฏะละโดยพลัน |
จิตเตลิดเปิดไปไกลสุดกู่
ทั้งที่รู้ยากนำพากลับมาได้
ด้วยอ่อนภาวนาสมาธิไป
ฝึกฝนใหม่ไม่สบายก่อนตายเอย |
จิตปรุงได้ให้รสใดที่ใจชอบ
ได้เกินกรอบความเป็นจริงสิ่งที่เห็น
สมาธิน้อยย่อมพลอยเป็น
กายนั้นเต้นตามจิตวิปริตเอง |
| |
|
|
เกิดมาจนแสนจนข้นแค้น
ทุกข์ยากแสนสาหัสอีกขัดสน
ไม่เคยทำบุญทานสันดานโจร
กรรมเก่าโหมกระหน่ำเพราะทำมา |
อนิจจังทุกนาทีที่ได้เห็น
สุข ทุกข์ เป็น เห็นอยู่ครู่ก็หาย
เสี้ยวนาทีชีวิตติดความตาย
เช้า ค่ำ บ่าย ไม่หายใจตายทุกคน |
กายกับจิตอยู่ห่างไกลเป็นไปได้
จิตไถลไกลห่างต่างประเทศ
กายอยู่ไทยในอาณาเขต
ยังเป็นเหตุให้มีเรื่องขุ่นเคืองกัน |
| |
|
|
สร้างโน้นสร้างนี้ล้วนมีเหตุ
ถ้าสังเกตให้ดีมีคุณใหญ่
บุญมากมายพ่อนำมาให้พาไป
หมดสงสัยรักของพ่อมีต่อเรา |
สุข ทุกข์ เป็นญาติมิตรชิดใกล้
ทุกข์หนีไป สุขอยู่ดูสดใส
ครั้นสุขหนีทุกข์อยู่ดูเศร้าใจ
เห็นหรือไม่สุข ทุกข์ใกล้ที่ใจเรา |
โง่หรือเปล่านั่งเฝ้าเนื้อเน่าเปื่อย
โง่ขึ้นเรื่อยคิดว่าสุข ทุกข์เห็นเห็น
มีปัญญาไม่คิดเอาเศร้าเช้าเย็น
เนื้อเป็นเป็นไม่เห็นได้ดังใจเรา |
| |
|
|
อารมณ์ใดใคร่ครวญอย่าด่วนตัดสิน
ถึงได้ยินได้ฟังยังพลาดได้
ได้เห็นกับตาอย่าพึ่งว่าไป
ดูที่ใจพิจารณาให้ดีมีคุณเอย |
เห็นบารมีลูกยังน้อยพ่อคอยช่วย
เติมทุกข์ด้วยเมตตาอย่าว่าพ่อ
ด้วยจิตลูกยังไม่แข็งแรงพอ
พ่อเติมต่อทุกข์ให้ได้ปัญญา |
ซื่อสัตย์ ภักดี
มีให้ตลอด
ทั้งประกอบกรรมดีมีให้ยิ่ง
เพราะเป็นบารมีที่ดีจริง
ล้วนทุกสิ่งอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา |
| |
|
|
คิดผิดคิดใหม่ไม่สายดอก
คิดให้ออกว่าคิดผิดคิดใหม่ได้
ถ้าไม่รับว่าจิตคิดผิดไป
ก็จะไร้ปัญญาบารมี |
มีกายไว้ให้เห็นเป็นโน้นนี้
มีจิตคิดให้ดีดีมีกุศล
กายต้องเน่าต้องเปื่อยกันทุกคน
จิตกุศลผลงดงามตามติดไป |
กายเรานี้เป็นรังแห่งโรค
บริโภคดีแค่ไหนยังให้ป่วย
ปวดโน้นเมื่อยนี้มีไปเรื่อย
พอเน่าเปื่อยโรคกายตายไปเอง |
| |
|
|
ความภักดี กตัญญู
รู้คุณ
ล้วนบุญบารมีมีค่ายิ่ง
ผู้ใดปฏิบัติให้ได้จริง
บุญไม่ทิ้งอุ้มชูเอ็นดูเอย |
กายจิตงดงามคนถามหา
มีคุณค่าควรคู่ผู้พบเห็น
ใครอยู่ใกล้สุขใจได้ร่มเย็น
ดุจเอกเช่นเพชรงามอร่ามเอย |
กรรมมากหรือน้อยต้องเคยทำ
ที่ให้ขำเพราะไม่รู้ดูไม่เห็น
จึงโทษสารพันเช้ายันเย็น
ผู้รู้เห็นดูอยู่หดหู่ใจ |
| |
|
|
อยู่กับปัจจุบันกันเถิดเรา
อย่ามัวเฝ้าหลงอดีตที่ผ่านพ้น
ทวีทำดีดีกันทุกคน
จะมีผลสุขทันทีที่กระทำ |
เมื่อเรามามีอะไรมาด้วยเรา
แล้วจะเอาอะไรไปให้เสียท่า
บุญกุศลมีอยู่เต็มธารา
ไม่ถ่างตาคว้าเอาน่าเศร้าเอย |
เขาก็เน่าเราก็เน่าเผาทั้งนั้น
ยื้อแย่งกันทำไมใช่ค้ำฟ้า
ดิน น้ำ ลม ไฟ ใช้เขาเรานา
พระพุทธาแสดงธรรมจำให้ดี |
| |
|
|
รู้อดีตรู้ไปทำไมกัน
รู้ปัจจุบันที่จะทำกันดีกว่า
มีศีลสมาธิภาวนา
จงตั้งหน้าปฏิบัติธรรมนำสุขเอย |
อยากรู้ว่าเคยเป็นใครในอดีต
เสมือนมีดสองคมให้จมปลัก
จะสุขสดใสหรือทุกข์ใจนัก
ไม่สลักสำคัญเท่าฉันทำดี |
บุคคลจะพึงทำบุญทำบ่อยบ่อย
ค่อยค่อยสะสมกรรมดีให้มีไว้
เพราะบุญนำมาซึ่งความสุขใจ
ทรงตรัสไว้ในพระไตรปิฎกเอย |
| |
|
|
เพราะคนเรามีความเขลาเบาปัญญา
จึงได้กล้าทำชั่วให้ตัวหมอง
คิดว่าเก่งคิดว่ากล้าบ้าทดลอง
สุดท้ายต้องเดือดร้อนตอนยังเป็น |
ทรงสอนให้อยู่ดูปัจจุบัน
และเท่าจิตที่คิดได้
เป็นบุญหรือบาปให้ทราบไว้
และตั้งใจกระทำแต่กรรมดี |
จะเป็นบุญหรือบาปเราทราบได้
บุญสดใสให้ใจได้สบาย
บาปหมองเศร้าขุ่นเคืองทุกเรื่องไป
เราจงได้ตรองไตร่ให้ดีดี |
| |
|
|
สุขชวนเชิญเพลินเกินเหตุ
ทุกข์ก็ เบรกจิตใจไว้ได้เสียหาย
สุขกับทุกข์อยู่คู่ตนจนวันตาย
แยกไม่ได้ไร้ปัญญาให้น่าอาย |
ที่เดือดร้อนผ่อนจิตคิดบ่อยบ่อย
อย่าเผลอปล่อยโง่ไปไร้สมอง
ใคร่ครวญถ้วนถี่มีไตร่ตรอง
จะไม่หมองผิดหวังภายหลังเอย |
หลงให้ตายสบายไร้ขอบเขต
จนเป็นเหตุติดสุขทุกข์ไม่เห็น
เกิดทั้งทีมีปัญญาฆ่าตัวเอง
สุขข่มเหงให้เขาเบาปัญญา |
| |
|
|
ดินน้ำลมไฟรวมกันฉันและเธอ
อย่าได้เผลอว่าประเสริฐเลิศจากไหน
ธาตุทั้งสี่สลายได้เร็วไว
ถ้าเข้าใจได้ดีมีสุขเอย |
ดูอะไรดูให้เพลินก็เกินสุข
ดูสนุกร่าเริงเพลินหนักหนา
ดูเช่นนี้มีสุขให้ได้ไร้ค่า
เสียเวลาถ้าให้ดีต้องมีธรรม |
อยากให้ยาวหรือสั้นนั้นต้องคิด
นิ่งพินิจเหตุผลจนกระจ่าง
อยากให้สั้นเดินไวใช้ย่อทาง
ที่ร้าวฉานตัดออกบอกตนเอง |
| |
|
|
ไม่เหี่ยวไม่ย่นคนหรือเปล่า
แต่งเสริมเข้าเอาชนะธรรมชาติ
ไม่มีสิ่งใดใดได้สามารถ
มาบังอาจปิดสัจธรรมขำจริงจริง |
ได้เผาศพคนตายมาหลายครั้ง
คำนึงบ้างถึงตนไม่พ้นแน่
นอนให้เอาฟืนใส่ใครได้แล
เห็นแน่แน่อสุภละโลกไป |
สุข ทุกข์เอยนั้นไม่เที่ยง
ย่อมแปรเปลี่ยนไปให้ได้เห็น
ทุกอย่างลักษณะสามตามประเด็น
ต้องเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา |
| |
|
|
ความผิดนี้เคยทำซ้ำบ่อยบ่อย
ผิดนี่คอยเตือนย้ำให้จำได้
ผิดนี้เป็นครูเรียนรู้ไว
นานจึงได้มีปัญญาไม่กล้าทำ |
เห็นความไม่แน่นอนของทุกสิ่ง
ทำจิตนิ่งพิจารณาท่านว่าไว้
คือแน่นอนแท้จริงทุกสิ่งไป
อย่าหวั่นไหวสัจธรรมองค์สัมมาฯ |
เมื่อพบความไม่แน่นอนสอนตนว่า
อย่าถือสาหาเรื่องเปลืองสมอง
พบบ่อยบ่อยเป็นกำไรไม่ร้าวรอน
พระองค์สอนละได้ไปนิพพาน |
| |
|
|
ดูอะไรให้ได้ลักษณะสาม
ธรรมงดงามพุทธองค์ทรงตรัส
ไม่เที่ยง ไม่คง ไม่ตน ผลเห็นชัด
อย่าให้ร้อยรัดจิตเข้าโง่เขลาเอย |
อยากให้ยาวหรือสั้นนั้นต้องคิด
นิ่งพินิจเหตุผลจนกระจ่าง
อยากให้ยาวเดินไกลได้หนทาง
ก็รีบสร้างทุกข์ให้ใจตน |
เอาอะไรกับคำใดที่ใครพูด
จะผิดถูกอยู่ที่เขาเราไม่เกี่ยว
ชอบไปเก็บไปจำนำมาเที่ยว
ผูกเป็นเกลียวเหนี่ยวให้จิตคิดสร้างกรรม |
| |
|
|
เห็นความเปลี่ยนไปในทุกสิ่ง
จิตจะวิ่งหาเหตุผลกันจนได้
ผิดถูกพิจารณาว่ากันไป
ถ้าเข้าใจสัจธรรมจริงทุกสิ่งดี |
ลืมอะไรลืมได้ลืมไปเถิด
อย่าลืมผู้ให้เกิดคือพ่อ แม่
ท่านรักห่วงเขาเฝ้าดูแล
จนเราแก่ท่านไม่คลายหายรักเอย |
ฟังฟังดีชั่วอยู่ที่ตัวฟัง
จะหยุดยั้งเผาหรือเอาไฟใส่
เหตุผลไม่ผลปัญญาพาไป
ถ้าท่านได้ธรรมะจะสบาย |
| |
|
|
ไม่พอใจรับไว้ให้ได้ก่อน
ครูท่านสอนเราอยู่ดูให้เห็น
สำนึกในคุณท่านได้ใจจะเย็น
ท่านเคี่ยวเข็ญเราอยู่รู้หรือยัง |
เห็นว่าทุกข์ว่าเศร้าเผารนจิต
ยังยึดติดเกาะไว้ไม่ให้ห่าง
รู้แล้วไม่คิดจะละจะวาง
มาเที่ยวอ้างว่ารู้ธรรมน่าขำจริง |
มีกรรมทำไว้ได้รับ
ให้สมกับทำไว้ไม่ได้คิด
สัจธรรมพุทธองค์ไม่สะกิด
เพราะดวงจิตไร้ปัญญาตาบอดเอง |
| |
|
|
พูดให้ร้ายใครอื่นถูกกลับคืน
กรรมต้องรับเที่ยงแท้ไม่แปรผัน
เวรสนองคืนกลับรับไม่ทัน
สุดกลั้นน้ำตาจาบัลย์เอย |
รู้ว่าขี้ชอบแหย่ไปให้ได้เหม็น
ผู้ได้เห็นยิ้มอยู่ดูแล้วขำ
เปื้อนตัวเปื้อนตนคนกระทำ
ขอให้จำอย่าถลำกระทำไป |
หลงตัวหลงตนจนคนขำ
โง่ครอบงำตนอยู่ไม่รู้หรือ
ใครเห็นพูดเห็นทำนำล่ำลือ
หมดเชื่อถือนี่นะหรือคือคนธรรม |
| |
|
|
เรือนอาศัยสะอาดปราศจากฝุ่น
เรือนใจไม่วุ่นขุ่นข้องผ่องใส
เรือนกายสมบูรณ์พูลอนามัย
พร้อมตั้งใจปฏิบัติธรรมนำสุขเอย |
ลมหายใจเข้าออกบอกอนิจจัง
จะทุกขังเมื่อกายขยายขยับ
อนัตตาพาสรรพสิ่งที่ย่อยยับ
สติจับสัจธรรมนำสุขเอย |
เขายกเขาย่องให้เลอเลิศ
ว่าประเสริฐเหนือใครในที่นั่น
เพลินคำนำอวิชชามาโดยพลัน
รับว่าฉันสำคัญแน่แย่จริงจริง |
| |
|
|
ใครว่าเราไม่ดีนี้ขุมทรัพย์
จงรีบรับขอบคุณบุญเหนือหัว
พิจารณาไตร่ตรองเรื่องของตัว
อย่าเที่ยวทั่วว่าเขาเบาปัญญา |
อารมณ์ใดเข้ามาเข้ามาเถิด
มันจะเกิดขุ่นข้องหรือผ่องใส
เต็มใจให้อยู่กับเราไป
เขาอาศัยชั่วคราวจงเข้าใจ |
คนจิตเข้มแข็งถึงแรงน้อย
กายถดถอยก็สู้ดูเกรงขาม
เพราะฝึกจิตไว้ได้งดงาม
เมื่อถึงยามทิ้งกายสบายเอย |
| |
|
|
ใครชมให้ระวังด้วยยาพิษ
เผาชีวิตทั้งเป็นเห็นหรือไม่
รสหวานลิ้นชอบลองของถูกใจ
โบราณไขหวานเป็นลมขมเป็นยา |
ยาพิษมีมากหลากชนิด
ให้พินิจด้วยธรรมตามคำสอน
จะเห็นความจริงแท้แน่นอน
หวานอ่อนอ่อนเป็นลมขมเป็นยา |
เมื่ออารมณ์ที่มาอยู่หดหู่นัก
เต็มใจรับเข้ามาเถิดจะเกิดผล
ไม่ต้องหนี ต้องหลบ พบมงคล
เป็นมรรคผลให้เราได้จงใคร่ครวญ |
| |
|
|
ถึงคราวทุกข์ใจหาใครช่วย
จะเป็นด้วยวิธีใดก็ไม่ว่า
ขอให้ตนมีสุขทุกเวลา
ไม่นำพาว่าเป็นภัยกับใครเอย |
ยาขมนั้นดีมีประโยชน์
ถึงจะโหดขมตอนกินลิ้นรับรู้
เหมือนยินคำว่าร้ายระคายหู
นั้นคือครูสอนธรรมจำให้ดี |
ไม่มีสิ่งใดเป็นของใครในโลกนี้
ล้วนธาตุสี่ธรรมชาติฉลาดสอน
ผลัดเปลี่ยนเวียนหมุนใช้ไปตอนตอน
ใคร่ครวญก่อนคิดยึดมั่นผูกพันเอย |
| |
|
|
หลงหวงทุกอย่างที่ขวางหน้า
ทั้งรู้ว่าต้องตายจากยากจะฝืน
หมั่นฝึกจิตพินิจทั้งหลับตื่น
สุดจะฝืนคืนไปให้กับธรรม |
กายดีจิตดีมีกำไร
กายป่วยไข้จิตมัวหมองไม่ผ่องใส
รักษากายให้ดีมีกำไร
เพื่อจิตได้ฝึกตรึกพระธรรม |
สิ่งใดใดไม่มีใครเป็นเจ้าของ
ทุกสิ่งต้องสลายกลายธาตุสี่
มัวยึดมั่นถือมั่นมันไม่ดี
เพราะไม่มีใครยึดได้น่าอายเอย |
| |
|
|
โลภหาหลงหามาครอบครอง
เป็นเจ้าของธาตุสี่ที่สลาย
เหน็ดเหนื่อยก่อเวรกรรมถึงขั้นตาย
ด้วยหมายเข้าครอบครองของที่พัง |
บุญลอยมาไขว่คว้าเถิดลูกรัก
มีน้อยนักบุญมาลอยคอยพวกเจ้า
ด้วยบุญเมตตาพวกปัญญาเบา
ขอพวกเราตระหนักรักบุญเอย |
ที่เกิดมาเพียงว่าค่าของจิต
ฝึกถูกผิดจนจิตคิดกุศล
กายของเราต้องเน่าเผาทุกคุณ
จิตหลุดพ้นทุกข์ได้ที่หมายเอย |
| |
|
|
ของสวยสวยถูกใจชอบไปหมด
ถ้าจะอดก็ซื้อหานำมาไว้
ยืนเดินนั่งนอนดูฟูจิตใจ
ถ้าวันใดแตกหายขอได้ธรรม |
เห็นเขาสวยรวยมีดีทุกอย่าง
อยากเป็นบ้างอย่างเขาเอาทุกสิ่ง
เมื่อไม่ได้ก็ต่อว่าบ้าจริงจริง
หาบุญทิ้งขว้างไม่ถ่างตา |
มีปัญญาละทุกข์หาสุขได้
อนามัยกายดีมีสุขยิ่ง
ละโลภ โกรธหลงได้ให้จริงจริง
เข้าพักพิงนิพพานสราญเอย |
| |
|
|
กายเรากายเขาล้วนเน่าเปื่อย
คิดเรื่อยเรื่อยเปื่อยเน่าคิดเข้าไว้
โลกมีอะไรให้เจ้าเอาไป
ที่ทิ้งไว้ล้วนของเน่าน่าเศร้าเอย |
สวยรวยดีมีทุกอย่าง
เพราะเคยสร้างกรรมดีมีไว้ก่อน
ถวายทานเสื้อผ้าเครื่องอาภรณ์
ไม่เดือดร้อนปัจจุบันทำมาดี |
ไม่มีเงินไม่มีกินสิ้นทุกอย่าง
เพราะไม่สร้างเอาไว้ในชาติก่อน
ชีวิตฝืดเคืองมีแต่เรื่องร้อน
อุทาหรณ์ให้เราได้เข้าใจ |
| |
|
|
หาคนช่วยปลอบใจยามไร้สุข
บอกเล่าทุกข์ของเราให้เขาทราบ
มีปัญญาอยู่กับตัวกลัวลำบาก
ธรรมะปราบทุกข์ได้ลองใช้ดู |
อดีตผ่านไปจะให้คุณค่า
อยู่ที่ว่านำมาใช้ให้ได้ผล
การเรียนรู้เป็นของผู้คน
อยู่ที่ตนคิดให้ดีจึงมีคุณ |
ชีวิตนี้มีกรรมนำทุกสิ่ง
ทำดีจริงย่อมสบายกายแน่แน่
ทำไว้ชั่วหมองศรีไม่มีใครแล
จริงแน่แท้ทุกคนรับผลกรรม |
| |
|
|
ผู้ห่วงเราเช้าเย็นเป็น
พ่อ แม่
ห่วงจนแก่ลมหมดจบสังขาร
ได้เห็นหรือเปล่าเยาวมาลย์
บุญจดจารผู้แทนคุณบุญช่วยเอย |
กุหลาบช่อใหญ่มอบให้คุณแม่
รักเที่ยงแท้ไม่แปรผันวันไหนไหน
ไม่ลดไม่พร่องรักเต็มห้องใจ
แม่ยิ่งใหญ่กว่าใครในโลกา |
วันแห่งความรักตระหนักรักแม่ยิ่ง
ให้ทุกสิ่งยิ่งชีวิตปลิดให้ได้
รักคุ้มครองหวังดีไม่มีใคร
เทียบแม่ได้เทิดบูชาเหนือฟ้าเอย |
| |
|
|